ไทยจะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของอาเซียน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวถึง เมกะโปรเจกต์ “ดิสนีย์แลนด์” (Disneyland) ในประเทศไทยว่า แนวคิดในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักก็เพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ EEC ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เพื่อเสริมสร้างความ แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลักดันให้ EEC กลายเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกเช่นกัน”
นอกจากการปั้นแผนเมกะโปรเจกต์ในครั้งนี้ นายพิพัฒน์ ยังได้กล่าวถึง แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาที่จะมีการดำเนินควบคู่กันไปด้วย อย่างโครงการสนามฟุตบอลบนความจุ 80,000 ที่นั่ง สำหรับรองรับการแข่งขัน และการจัดคอนเสิร์ตระดับโลก รวมถึงสนามกีฬาในร่มความจุ 30,000 ที่นั่ง และสระว่ายน้ำระดับมาตรฐานโลก เพื่อให้เกิดการผลักดันการท่องเที่ยว ด้วยมหกรรมกีฬาในประเทศไทย (Sport Tourism) ไปพร้อมกับโปรเจกต์ Disneyland อีกด้วย
ทั้งนี้ หากโครงการทั้งหมดสามารถดำเนินตามแผนการที่วางไว้ได้สำเร็จนั้น ก็จะส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิงระดับโลก รวมทั้งเป็นพื้นที่แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะมี Disneyland ซึ่งคาดว่าจะเป็นการช่วยดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ประเทศได้ อีกทั้งจะยังช่วยกระตุ้นทั้งในส่วนของยอดการจองโรงแรมบริเวณใกล้เคียง หรือการเพิ่มยอดช็อปปิงสินค้าต่างๆ เป็นต้น โดยนายพิพัฒน์เชื่อว่า ประเทศไทยเองมีความได้เปรียบในหลายๆ ด้าน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั้งในแง่ของทำเลที่ตั้ง ระบบบริการ และสภาพอากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น
นอกจากนี้ ด้วยประสบการณ์ของนายพิพัฒน์ ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และผู้ถือหุ้นอันดับที่ 3 ของบริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในส่วนของตลาดการเงิน และตลาดทุนเป็นอย่างดี รวมถึงประสบการณ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” (Phuket Sandbox) โครงการนำร่องเพื่อเปิดประเทศและฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ณ ช่วงวิกฤติโควิด 19 ที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้หมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจกว่า 5 หมื่นล้านบาทภายในช่วงระยะเวลาเพียง 8 เดือนนั้น จึงทำให้มีความมั่นใจได้ว่าเมกะโปรเจกต์ดังกล่าว จะยังคงบรรลุเป้าหมายต่อไปได้ หากนายพิพัฒน์และคณะทำงานยังคงได้รับโอกาสดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีสมัยถัดไป เพื่อให้การสานต่อแผนงานทั้งหมดให้แล้วเสร็จตามที่ตั้งเป้าเอาไว้
4 กุมภาพันธ์ 2569